- สารบัญ
- บทนำ:ร่องรอยการเคลื่อนย้ายของบรรพชนสู่ระเบียบการเดินทางของโลกสมัยใหม่
- ส่วนที่ 1: ต้นกำเนิดของคำว่า ‘วีซ่า’ และจุดเริ่มต้นของความหมายอันทรงอิทธิพล
- ส่วนที่ 2: จุดกำเนิดของระบอบวีซ่าสมัยใหม่และการจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย
- ส่วนที่ 3: ความซับซ้อนของระบอบวีซ่าในปัจจุบันและอนาคตของการเคลื่อนย้าย
- อ้างอิง
ค้นพบประวัติศาสตร์วีซ่า! จากจดหมายนำทาง สู่ Global Mobility Divide สงครามโลกครั้งที่ 1 เปลี่ยนวีซ่าเป็นเครื่องมือควบคุมการเดินทางถาวร เจาะลึกรากศัพท์ กลไก ESTA/ETIAS และการแบ่งสิทธิการเคลื่อนย้ายโลกวันนี้
บทนำ:ร่องรอยการเคลื่อนย้ายของบรรพชนสู่ระเบียบการเดินทางของโลกสมัยใหม่
มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตแห่งการเดินทาง ประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์เราเริ่มต้นจากร่องรอยการย้ายถิ่นฐานครั้งยิ่งใหญ่เมื่อนับหมื่นปีก่อน บรรพบุรุษของเราได้เคลื่อนย้ายออกจากแอฟริกา แผ่ขยายไปทั่วโลก ด้วยจุดประสงค์เพื่อค้นหาทรัพยากร สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และโอกาสที่จะมีชีวิตรอด การเดินทางในยุคนั้นถูกจำกัดเพียงแค่สภาพภูมิประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร และความกล้าหาญของผู้บุกเบิก
เมื่อกาลเวลาล่วงเลย การเคลื่อนย้ายก็ยังคงดำเนินต่อไปในรูปของกองทัพที่พิชิตดินแดนใหม่ พ่อค้าที่แสวงหาเส้นทางสายไหม หรือผู้แสวงบุญที่มุ่งหน้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้จะมีการข้ามอาณาจักรและดินแดนต่าง ๆ แต่การเดินทางในสมัยนั้นไม่ได้ถูกควบคุมด้วย “เอกสาร” ใดๆที่ออกโดยรัฐชาติ แต่ถูกกำกับด้วยอำนาจของผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งอาจมอบเพียง “จดหมายนำทาง” (Letter of Safe Passage) ให้แก่ผู้เดินทาง เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยในขณะที่เดินทางผ่านดินแดนนั้น ๆ

ต่อมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 รัฐที่กำลังก่อตัวขึ้นส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองต่อพลเมืองในฐานะ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการทหารที่มีค่า ด้วยเหตุนี้เอง นโยบายของรัฐจึงมักจะกังวลกับการป้องกันไม่ให้พลเมืองของตนเองอพยพออกไป มากกว่าการควบคุมการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ผู้คนยังคงค่อนข้างมีเสรีภาพในการเดินทางเข้าสู่ดินแดนใหม่ ๆ แต่การอพยพออกไปนั้นถูกมองว่าเป็นการสูญเสียกำลังสำคัญของชาติ
แต่โลกแห่งการเดินทางได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยกระแสของชาตินิยมที่เข้มแข็ง การล่มสลายของอาณาจักร และสงครามครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 20 รัฐชาติได้เริ่มผูกขาดอำนาจในการควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชากร ทั้งการเข้าและการออก การเดินทางที่เคยเป็นสิทธิโดยธรรมชาติกลายเป็นสิทธิที่ต้องได้รับ “การอนุญาต”
และนี่คือจุดที่ “การตรวจลงตรา” หรือ “วีซ่า” (Visa) เข้ามามีบทบาทเหนือชะตากรรมของผู้คนทั่วโลก
i Visa Center จะพาคุณสำรวจประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของคำว่า “Visa” นับตั้งแต่ต้นกำเนิดของคำว่า “Visa” ในภาษาละตินโบราณ จนถึงการกลายเป็นคำร่วมสมัยซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงอำนาจที่สุดในการควบคุมการย้ายถิ่นฐาน บทความนี้จะเจาะลึกถึงช่วงเวลาสำคัญหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ระบอบการตรวจลงตราสมัยใหม่ (modern visa regime) ที่สร้างมาตรฐานการควบคุมการข้ามพรมแดนซึ่งทำให้เกิด การจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย (Global Mobility Divide) โดยกำหนดสิทธิและข้อจำกัดในการเดินทางที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสัญชาติ
มาร่วมสำรวจว่า ตราประทับเล็กๆที่ถูกประทับลงในหนังสือเดินทางนี้ ได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตและสร้างโลกที่เราอยู่ร่วมกันในปัจจุบันได้อย่างไร
ส่วนที่ 1: ต้นกำเนิดของคำว่า ‘วีซ่า’ และจุดเริ่มต้นของความหมายอันทรงอิทธิพล
1.1 คำที่สื่อความหมาย
คำว่า “วีซ่า” (Visa) มีรากฐานที่เรียบง่ายมาจากภาษาละติน โดยมาจากคำว่า vīsa ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์ ของคำว่า vīsus หมายถึง “สิ่งที่ถูกเห็นแล้ว” (things seen) หรือที่มาในรูปเต็มคือ charta vīsa (เอกสารที่ถูกตรวจสอบแล้ว)
คำนี้ถูกยืมเข้าสู่ ภาษาฝรั่งเศส เป็นคำว่า visa และเริ่มปรากฏใช้เป็นคำนามอย่างเป็นทางการในช่วงต้น ศตวรรษที่ 19 (ราวปี ค.ศ. 1831) การเข้ามาของคำนี้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลยุโรปเริ่มพัฒนาความสามารถในการควบคุมและ ผูกขาดอำนาจในการมอบ “การอนุญาตให้ออกเดินทาง” ให้แก่พลเมืองของตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานของการควบคุมการเดินทางในรูปแบบเอกสารอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
สรุปแล้ว ในความหมายดั้งเดิม คำว่าวีซ่าหมายถึงเพียง สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเอกสารถูกตรวจสอบแล้ว โดยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเป็นหัวใจของการตรวจลงตรา หรือการยอมรับและอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยผู้ปกครองท้องถิ่น แต่ในยุคต่อมาได้มีความหมายเปลี่ยนไปเป็น การอนุญาตให้ออกเดินทาง ซึ่งมอบให้แก่พลเมืองของรัฐชาติใดรัฐชาติหนึ่ง
1.2 การเดินทางก่อนยุคเอกสาร: “จดหมายนำทาง” และเสรีภาพของการเคลื่อนย้าย
ก่อนที่ระบบรัฐชาติจะแข็งแกร่งและก่อนที่คำว่าวีซ่าจะมีความหมายดังเช่นปัจจุบัน ความสามารถในการเดินทางมักไม่เกี่ยวข้องกับ “สัญชาติ” แต่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น เชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์ การเดินทางข้ามพรมแดนในอดีตจึงยังค่อนข้างเป็นไปอย่างเสรี
เอกสารที่ถูกใช้ในอดีตคือ “จดหมายนำทาง” (Letter of Safe Passage) ซึ่งเป็นหนังสืออนุญาตที่ออกโดยผู้มีอำนาจ เช่น กษัตริย์ ขุนนาง หรือผู้นำศาสนา เพื่อ รับรองความปลอดภัยและการคุ้มครอง แก่ผู้ถือเอกสารนั้น (เช่น พ่อค้า ทูต หรือผู้แสวงบุญ) ให้สามารถเดินทางผ่านดินแดนของตน(ผู้มีอำนาจฯ)โดยปราศจากการขัดขวาง จดหมายเหล่านี้มุ่งเน้นที่การ รับรองความปลอดภัย ไม่ใช่การ ควบคุมการเข้าเมือง โดยรัฐบาล
1.3 คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า: จากความกังวลในการ “ออก” สู่การควบคุมการ “เข้า”
ตลอดช่วง ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 การควบคุมการเคลื่อนย้ายยังคงเน้นไปที่พลเมืองของตนเอง รัฐที่กำลังก่อตัวขึ้นส่วนใหญ่มองพลเมืองเป็น ทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการทหารที่มีค่า ทำให้รัฐส่วนใหญ่กังวลกับการ ป้องกันไม่ให้พลเมืองของตนเองอพยพออกไป (preventing exit) ซึ่งถือเป็นการสูญเสียกำลังสำคัญของชาติ
แต่เมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนมุมมองของรัฐชาติ นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การปฏิวัติการออกจากประเทศ” (Exit Revolution) ความกังวลในการป้องกันการออกลดลง และรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนมามุ่งเน้น การควบคุมการเข้าเมือง แทน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ นี่จึงเป็นเบื้องหลังที่สำคัญที่เตรียมโลกให้พร้อมสำหรับการเข้ามามีอำนาจของ ระบอบการตรวจลงตรา (Modern Visa Regime) อย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

ส่วนที่ 2: จุดกำเนิดของระบอบวีซ่าสมัยใหม่และการจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย
ส่วนที่ 2 นี้จะเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ คือการเกิดของชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI) ซึ่งทำให้การเดินทางเปลี่ยนจากเสรีภาพไปสู่การถูกควบคุมด้วย สัญชาติ และ เอกสาร อย่างเป็นทางการ
2.1 กำแพงที่มองไม่เห็น: สงครามโลกครั้งที่ 1 และการเปลี่ยนผ่านสู่การควบคุมด้วยสัญชาติ
แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มควบคุมการเข้าเมืองตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่1 แต่การดำเนินการด้านเอกสารยังคงไม่เป็นมาตรฐานและยังคงมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI) คือเชื้อเพลิงที่เร่งให้โลกเข้าสู่ระบอบการควบคุมการเดินทางอย่างถาวร โดยมีผลที่ตามมาดังนี้:
- ชนวนจากความหวาดระแวง: ในช่วงสงคราม รัฐบาลยุโรปหลายประเทศได้ตั้ง มาตรการควบคุมชายแดน อย่างเข้มงวด และกำหนดให้ต้องมี เอกสารการเดินทาง เนื่องจากความหวาดระแวงต่อสายลับและภัยคุกคามด้านความมั่นคง
- การขยายตัวของชาตินิยม: หลังสงครามสิ้นสุดลง หลายประเทศในยุโรป ไม่ยอมยกเลิก ข้อกำหนดด้านเอกสารและมาตรการควบคุมชายแดนเหล่านั้น ทำให้การจำกัดการเดินทางที่เคยเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวในช่วงสงคราม กลายเป็น มาตรการถาวร และเป็นนโยบายหลักในการควบคุมการเข้า-ออกของผู้คนในโลกหลังสงคราม
- การอ้างอิงสัญชาติ: นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้อจำกัดในการเดินทางจึงถูกอ้างอิงอย่างเป็นทางการตาม สัญชาติ (Nationality) เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงชนชั้นหรือสถานะทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต
2.2 ล้มเหลวเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ความพยายามที่ล้มเหลวในการยกเลิกเอกสาร ในการประชุมสันนิบาตชาติ
เมื่อข้อจำกัดด้านการเดินทางแพร่หลายไปทั่วยุโรป สันนิบาตชาติ (League of Nations) จึงเข้ามามีบทบาท โดยได้จัด การประชุมเรื่องหนังสือเดินทาง ขึ้นหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1920 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:
- เป้าหมาย: สันนิบาตชาติมีเป้าหมายเริ่มต้นคือการ ยกเลิกข้อกำหนดหนังสือเดินทาง เพื่อให้ผู้คนกลับมาเดินทางได้อย่างเสรี
- ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม: แม้จะล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายการยกเลิกเอกสาร แต่การประชุมดังกล่าวกลับนำไปสู่การกำหนด มาตรฐานสากลครั้งแรก สำหรับรูปแบบและคุณสมบัติของเอกสารการเดินทาง
- การกำเนิดมาตรฐาน: มาตรฐานที่เกิดขึ้นนี้ (ซึ่งหนังสือเดินทางของอังกฤษถูกใช้เป็น “มาตรฐานทองคำ “) ได้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับ ระบอบการควบคุมการเดินทาง (Travel Control Regime) และข้อจำกัดด้านการเข้าเมืองที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
2.3 การจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย (Global Mobility Divide)
การวางรากฐานของระบอบวีซ่าสมัยใหม่ทำให้เกิดความแตกต่างทางโครงสร้างในการเดินทางระหว่างประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- วีซ่าเป็นเครื่องมือในการจำแนก: หนังสือเดินทางไม่ได้เป็นเพียงเอกสารยืนยันตัวตน แต่กลายเป็นเครื่องมือในการ จัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย โดยกำหนดระดับการเข้าถึง สิทธิในการทำงาน และสิทธิในการอาศัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- อำนาจของหนังสือเดินทางที่แตกต่างกันไป:
- หนังสือเดินทางที่ทรงอำนาจ: เอกสารที่ออกโดยประเทศร่ำรวยหรือมีเสถียรภาพสูง (เช่น สหภาพยุโรป อเมริกาเหนือ) มักจะให้ เสรีภาพในการเดินทาง ที่ราบรื่นไปยังหลากหลายประเทศ
- หนังสือเดินทางที่ถูกจำกัด: ในทางกลับกัน เอกสารที่ออกโดยประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งหรือความไม่มั่นคงทางการเมือง (เช่น อัฟกานิสถาน โซมาเลีย) มักจะ ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้พลเมืองของประเทศเหล่านั้นต้องเผชิญกับขั้นตอนวีซ่าที่เข้มงวดและแทบเป็นไปไม่ได้
- การมองเห็นความเสี่ยง: ระบอบวีซ่าสมัยใหม่จึงทำหน้าที่คัดกรองบุคคล โดยจำแนกผู้ถือหนังสือเดินทางจากประเทศที่ถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านการย้ายถิ่นฐาน” (เช่น ผู้ขอลี้ภัย หรือผู้อยู่เกินกำหนด) หรือ “ความเสี่ยงด้านความมั่นคง” ออกจากผู้เดินทางที่พึงประสงค์
| เกร็ดความรู้: Passport และ Visa ต่างกันยังไง?แม้ว่าวีซ่าส่วนใหญ่จะปรากฏในรูปแบบตราประทับหรือสติกเกอร์ที่ติดอยู่ภายในเล่มหนังสือเดินทาง แต่บทบาทของเอกสารทั้งสองมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หนังสือเดินทาง (Passport) คือเอกสารที่รัฐบาลของประเทศผู้ถือออกให้เพื่อ ยืนยันสัญชาติ และอนุญาตให้พลเมืองเดินทาง “ออกจาก” ประเทศ ขณะที่ วีซ่า (Visa) คือการอนุญาตที่ออกโดยรัฐบาลของประเทศปลายทางเพื่อเป็น “บัตรผ่านเข้าประเทศ” (Permission to Enter) โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่แน่นอน กล่าวคือ หนังสือเดินทางคือ ตัวตนสากล ของคุณ ส่วนวีซ่าคือ การยอมรับ จากประเทศอื่น |
ส่วนที่ 3: ความซับซ้อนของระบอบวีซ่าในปัจจุบันและอนาคตของการเคลื่อนย้าย
ส่วนที่ 3 นี้จะขยายประเด็น ความแตกต่างทางโครงสร้างในการเดินทางระหว่างประเทศ ในส่วนที่ 2 ไปสู่รายละเอียดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงกลไกที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายในการเดินทาง
3.1 การควบคุมที่ซับซ้อนขึ้น กลไกคัดกรองก่อนการเดินทาง
แม้ว่าหนังสือเดินทางและวีซ่าจะยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมชายแดน แต่ในโลกปัจจุบัน รัฐต่าง ๆ ได้พัฒนากลไกการคัดกรองที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านการย้ายถิ่นฐานและความมั่นคงก่อนที่ผู้เดินทางจะถึงพรมแดน ดังนี้:
- การตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa): เป็นระบบที่เปลี่ยนจากการประทับตราบนเล่มเอกสารไปสู่การอนุมัติทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการคัดกรอง
- ระบบอนุญาตการเดินทางล่วงหน้า (Pre-Travel Authorization Systems): ระบบเหล่านี้

(เช่น ESTA ของสหรัฐอเมริกา และ ETIAS ที่กำลังจะใช้ในสหภาพยุโรป) กำหนดให้ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่ได้รับยกเว้นวีซ่า (Visa-Waiver) ต้องยื่นขออนุญาตและแจ้งข้อมูลล่วงหน้าก่อนการเดินทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยงและคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ได้ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นเครื่องบิน
- การคัดกรองความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ: นอกเหนือจากข้อมูลด้านความมั่นคงแล้ว กลไกคัดกรองสมัยใหม่ยังรวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านการย้ายถิ่นฐาน โดยกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องต้องแสดง หลักฐานทางการเงินที่เพียงพอ เพื่อยืนยันความสามารถในการพยุงชีพตลอดระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้ผู้เดินทางกลายเป็นภาระสาธารณะ หรือละเมิดเงื่อนไขวีซ่าเพื่อทำงานอย่างผิดกฎหมาย (หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่า)
| เกร็ดความรู้: เกี่ยวกันมั้ย? ‘Visa’ การเดินทาง กับ ‘VISA’ การเงินคำว่า “วีซ่า” (Visa) ในบริบทของการเดินทางนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินโบราณที่หมายถึง “สิ่งที่ถูกตรวจสอบแล้ว” และหมายถึง การอนุญาตทางอำนาจรัฐ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายบุคคล ในขณะที่ VISA ที่เป็นแบรนด์การเงินคือชื่อของ บริษัทให้บริการบัตรชำระเงินข้ามชาติของอเมริกา ซึ่งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลก ทั้งสองคำมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม จุดร่วมที่ทำให้ทั้งสองคำนี้ประสบความสำเร็จคือการเป็นสัญลักษณ์ของ การเข้าถึง (Access) และ การยอมรับในระดับสากล (Global Acceptance) ในการเดินทางและการเงินระหว่างประเทศนั่นเอง |
- บทบาทของสายการบิน (Carrier Sanctions): ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ประเทศปลายทางได้นำมาตรการลงโทษผู้ประกอบการสายการบิน (Carrier Sanctions) มาใช้ เพื่อให้สายการบินมีหน้าที่ตรวจสอบวีซ่าของผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องบิน มาตรการนี้ทำให้การควบคุมวีซ่ากลายเป็น นโยบายที่อยู่ภายนอกอาณาเขต (extraterritorial policy instrument) ที่ป้องกันไม่ให้ผู้เดินทางที่ไม่มีเอกสารครบถ้วนเดินทางมาถึงจุดเข้าเมืองตั้งแต่แรก
3.2 การถ่วงดุลอำนาจ การเกิดขึ้นของกลุ่มเคลื่อนย้ายเสรี
เพื่อตอบโต้ความเข้มงวดของระบอบวีซ่าพหุภาคี (Multilateral Visa Regimes) ทั่วโลก หลายภูมิภาคได้รวมตัวกันเพื่อสร้างเขตการเดินทางเสรี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยถ่วงดุลและเพิ่มสิทธิในการเคลื่อนย้ายให้แก่พลเมืองของตน:
- กลุ่มภูมิภาค (Regional Blocs): ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งอนุญาตให้พลเมืองในกลุ่มสามารถเดินทางและทำงานได้อย่างเสรีภายในอาณาเขตของรัฐสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอื่น ๆ เช่น ประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกาตะวันตก (ECOWAS), คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และ ประชาคมการพัฒนาแอฟริกาใต้ (SADC) ที่มอบสิทธิการเดินทางเสรีระหว่างรัฐสมาชิกเช่นกัน
| เกร็ดความรู้: ประเทศในประชาคมอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมี ประเทศไทย เป็นประเทศสมาชิก เดินทางเสรีหรือไม่?แม้ว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) จะไม่ใช่เขตการเคลื่อนย้ายเสรีที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่ากับ EU แต่พลเมืองของชาติสมาชิกก็ได้รับสิทธิในการ ยกเว้นวีซ่า (Visa Exemption) เพื่อการท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยียนในประเทศสมาชิกอื่น ๆ โดยมีระยะเวลาพำนักโดยปกติสูงสุด 14 ถึง 30 วัน อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังคง จำกัดสิทธิ การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำงานหรือการพำนักถาวร ซึ่งยังต้องมีการยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ทำให้เป็นตัวอย่างของรูปแบบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีขีดจำกัดด้านการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่ยังคงอยู่ |
- ความซับซ้อนหลายขั้ว (Multi-polarity): การเกิดขึ้นของกลุ่มเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเดินทางทั่วโลกไม่ได้แบ่งเป็นเพียงแค่ “ซีกโลกเหนือ vs. ซีกโลกใต้” อย่างเรียบง่าย แต่มี ขั้วอำนาจหลายขั้ว เกิดขึ้น ซึ่งกำหนดนโยบายวีซ่าตามความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Relations) และผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค

3.3 วีซ่า มากกว่าแค่การเดินทาง
ในบริบทปัจจุบัน บทบาทของวีซ่าได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าการควบคุมการเดินทางชั่วคราว:
- การควบคุมประชากรไร้สัญชาติและผู้ลี้ภัย: ระบอบวีซ่าได้นำไปสู่การพัฒนาเอกสารพิเศษ เช่น เอกสารเดินทางของผู้ลี้ภัย (Convention Travel Documents) และ เอกสารประจำตัวสำหรับคนไร้สัญชาติ (Identity Certificates for Stateless Persons) ซึ่งแม้จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่าเอกสารปกติ
- การกำหนดสิทธิในการกลับประเทศ: ในทางกลับกัน การที่ประเทศปลายทางยอมมอบวีซ่าให้แก่หนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลหนึ่ง ๆ (รัฐบาลประเทศต้นทาง) ก็เท่ากับเป็นการ เชื่อมั่นในการยอมรับหน้าที่พื้นฐาน ว่ารัฐบาลของประเทศต้นทางนั้นจะ รับพลเมืองของตนกลับคืน หากผู้เดินทางหมดสิทธิการพำนักหรือถูกเนรเทศ ซึ่งถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น นาย ก เป็นคนไทย ต้องการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา นาย ก จะได้รับพาสปอร์ตที่ออกโดยรัฐบาลไทยซึ่งมีวีซ่าอนุญาตให้เข้าสหรัฐอเมริกา ดังนั้น รัฐบาลไทย จึงมีหน้าที่ รับประกันว่าจะรับ นาย ก ซึ่งเป็นพลเมืองของรัฐบาลไทย กลับคืน
บทสรุป: ตราประทับอันทรงพลังและการตีกรอบอำนาจโลกสมัยใหม่
i Visa Center ได้พาคุณเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ ตั้งแต่ยุคที่การเดินทางถูกจำกัดเพียงแค่สภาพภูมิศาสตร์และอำนาจของผู้ปกครองท้องถิ่นที่มอบเพียง “จดหมายนำทาง (Letter of Safe Passage)” ให้แก่ผู้แสวงบุญ จนถึงยุคปัจจุบันที่การเคลื่อนไหวถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากความกังวลในการ “ป้องกันไม่ให้พลเมืองอพยพออก” สู่การมุ่งเน้น “ควบคุมการเข้าเมือง” ได้ปูทางให้แก่การเกิดขึ้นของระบอบการตรวจลงตราสมัยใหม่
วีซ่า ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่หมายถึง “สิ่งที่ถูกเห็นแล้ว” (charta vīsa) ได้เปลี่ยนสถานะจากเพียงสัญลักษณ์ของการตรวจสอบเอกสาร ไปเป็น เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tool) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการควบคุมการย้ายถิ่นฐาน การกำหนดมาตรฐานสากลหลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 และการประชุมของสันนิบาตชาติ ได้สร้าง “ระบอบการควบคุมการเดินทาง (Travel Control Regime)” ที่ถาวร และใช้ สัญชาติ เป็นบรรทัดฐานหลักในการจัดการสิทธิในการเคลื่อนย้าย
ใน ยุคร่วมสมัย ระบอบวีซ่ายิ่งซับซ้อนขึ้นด้วยกลไกการคัดกรองล่วงหน้า เช่น e-Visa และระบบ Pre-Travel Authorization ในขณะที่ความพยายามในการถ่วงดุลอำนาจได้นำไปสู่การก่อตั้ง กลุ่มเคลื่อนย้ายเสรีระดับภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป (EU) และความร่วมมือด้านการยกเว้นวีซ่าของอาเซียน ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อเพิ่มสิทธิในการเคลื่อนย้ายให้แก่พลเมืองของรัฐสมาชิก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางโครงสร้างยังคงอยู่ และได้ตอกย้ำสิทธิพิเศษของวีซ่าบางประเทศด้วย การจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย (Global Mobility Divide) ระหว่างหนังสือเดินทางที่ทรงอำนาจกับหนังสือเดินทางที่ถูกจำกัด
สุดท้ายนี้ บทบาทของวีซ่าได้ขยายไปสู่มิติทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเป็นกลไกที่รับประกันถึง
“สิทธิในการกลับคืนถิ่นฐาน” (Returnability) ของพลเมือง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศปลายทางกล้าที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าสู่ดินแดนของตน
ตราประทับเล็ก ๆบนหนังสือเดินทางเล่มหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ใบอนุญาต แต่เป็น สัญลักษณ์ของลำดับชั้นทางสิทธิที่รัฐชาติได้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงทุกมุมโลก และทำให้การเดินทางของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 เป็นไปอย่างมีระบบ

i Visa Center ยินดีให้คำปรึกษา… สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับความซับซ้อนของระบอบการตรวจลงตราสมัยใหม่และต้องการความเชี่ยวชาญในการเตรียมเอกสารเพื่อเดินทางข้ามพรมแดน
อ้างอิง
Harari, Y. N. (2015). Sapiens. Harper.
https://www.migrationpolicy.org/article/passport-power-history
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6175134/
https://en.wikipedia.org/wiki/Travel_visa#References
https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=CELEX:32016R1953
https://www.un.org/en/about-us/universal-declaration-of-human-rights
i Visa Center Thailand พร้อมช่วยให้การยื่นวีซ่าและการแปลเอกสารของคุณเป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมงาน เรามั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างครบครัน
หากคุณกำลังมองหาบริการที่ครอบคลุมทั้งการยื่นวีซ่าและการแปลเอกสารที่มีคุณภาพสูงในประเทศไทย i Visa Center Thailand คือคำตอบสำหรับคุณ 🧑🏻💻
📮 ช่องทางติดต่อใช้บริการ
📍 ที่อยู่สำหรับติดต่อ : 61 ซอยลาดพร้าว 95 (ปรางค์ทิพย์) แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
📍 สาขาขอนแก่น (โครงการ The Wall) : ชั้น 2 โครงการ The Wall ถนนรื่นรมย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
📍 สาขาอุดรธานี : 31/43 ถนนศรีชมชื่น ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000
📞 Call Center: 080 557 8887
- Facebook: I Visa Center Thailand
📍 แผนกวีซ่า
📱 Line Official ID: @iVisa (มี @ ข้างหน้า)
📧 Email: contact@ivc.ltd
🌐 Website: http://www.ivisacenter.ltd
📍 แผนกแปลและรับรองเอกสาร
📱 Line Official ID: @NYC168 (มี @ ข้างหน้า)
📧 Email: contact@ilc.ltd
🌐 Website: http://www.nycvisa-translation.com
🏣 เปิดทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09:00-18:00 หยุดทุกวันเสาร์ – อาทิตย์


