ประวัติศาสตร์ของการตรวจลงตรา (Visa) การเดินทางข้ามพรมแดนในห้วงประวัติศาสตร์ และครั้งแรกที่ ‘วีซ่า’ กำหนดชะตาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน

ค้นพบประวัติศาสตร์วีซ่า! จากจดหมายนำทาง สู่ Global Mobility Divide สงครามโลกครั้งที่ 1 เปลี่ยนวีซ่าเป็นเครื่องมือควบคุมการเดินทางถาวร เจาะลึกรากศัพท์ กลไก ESTA/ETIAS และการแบ่งสิทธิการเคลื่อนย้ายโลกวันนี้ 

มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตแห่งการเดินทาง ประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์เราเริ่มต้นจากร่องรอยการย้ายถิ่นฐานครั้งยิ่งใหญ่เมื่อนับหมื่นปีก่อน บรรพบุรุษของเราได้เคลื่อนย้ายออกจากแอฟริกา แผ่ขยายไปทั่วโลก ด้วยจุดประสงค์เพื่อค้นหาทรัพยากร สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และโอกาสที่จะมีชีวิตรอด การเดินทางในยุคนั้นถูกจำกัดเพียงแค่สภาพภูมิประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร และความกล้าหาญของผู้บุกเบิก

เมื่อกาลเวลาล่วงเลย การเคลื่อนย้ายก็ยังคงดำเนินต่อไปในรูปของกองทัพที่พิชิตดินแดนใหม่ พ่อค้าที่แสวงหาเส้นทางสายไหม หรือผู้แสวงบุญที่มุ่งหน้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้จะมีการข้ามอาณาจักรและดินแดนต่าง ๆ แต่การเดินทางในสมัยนั้นไม่ได้ถูกควบคุมด้วย “เอกสาร” ใดๆที่ออกโดยรัฐชาติ แต่ถูกกำกับด้วยอำนาจของผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งอาจมอบเพียง “จดหมายนำทาง” (Letter of Safe Passage) ให้แก่ผู้เดินทาง เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยในขณะที่เดินทางผ่านดินแดนนั้น ๆ

ต่อมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 รัฐที่กำลังก่อตัวขึ้นส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองต่อพลเมืองในฐานะ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการทหารที่มีค่า ด้วยเหตุนี้เอง นโยบายของรัฐจึงมักจะกังวลกับการป้องกันไม่ให้พลเมืองของตนเองอพยพออกไป มากกว่าการควบคุมการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ผู้คนยังคงค่อนข้างมีเสรีภาพในการเดินทางเข้าสู่ดินแดนใหม่ ๆ แต่การอพยพออกไปนั้นถูกมองว่าเป็นการสูญเสียกำลังสำคัญของชาติ

แต่โลกแห่งการเดินทางได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยกระแสของชาตินิยมที่เข้มแข็ง การล่มสลายของอาณาจักร และสงครามครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 20 รัฐชาติได้เริ่มผูกขาดอำนาจในการควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชากร ทั้งการเข้าและการออก การเดินทางที่เคยเป็นสิทธิโดยธรรมชาติกลายเป็นสิทธิที่ต้องได้รับ “การอนุญาต”

และนี่คือจุดที่ “การตรวจลงตรา” หรือ “วีซ่า” (Visa) เข้ามามีบทบาทเหนือชะตากรรมของผู้คนทั่วโลก 

i Visa Center จะพาคุณสำรวจประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของคำว่า “Visa” นับตั้งแต่ต้นกำเนิดของคำว่า “Visa” ในภาษาละตินโบราณ จนถึงการกลายเป็นคำร่วมสมัยซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงอำนาจที่สุดในการควบคุมการย้ายถิ่นฐาน บทความนี้จะเจาะลึกถึงช่วงเวลาสำคัญหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ระบอบการตรวจลงตราสมัยใหม่ (modern visa regime) ที่สร้างมาตรฐานการควบคุมการข้ามพรมแดนซึ่งทำให้เกิด การจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย (Global Mobility Divide) โดยกำหนดสิทธิและข้อจำกัดในการเดินทางที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสัญชาติ

มาร่วมสำรวจว่า ตราประทับเล็กๆที่ถูกประทับลงในหนังสือเดินทางนี้ ได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตและสร้างโลกที่เราอยู่ร่วมกันในปัจจุบันได้อย่างไร



คำว่า “วีซ่า” (Visa) มีรากฐานที่เรียบง่ายมาจากภาษาละติน โดยมาจากคำว่า vīsa  ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์ ของคำว่า vīsus หมายถึง “สิ่งที่ถูกเห็นแล้ว” (things seen) หรือที่มาในรูปเต็มคือ charta vīsa (เอกสารที่ถูกตรวจสอบแล้ว)

คำนี้ถูกยืมเข้าสู่ ภาษาฝรั่งเศส เป็นคำว่า visa และเริ่มปรากฏใช้เป็นคำนามอย่างเป็นทางการในช่วงต้น ศตวรรษที่ 19 (ราวปี ค.ศ. 1831) การเข้ามาของคำนี้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลยุโรปเริ่มพัฒนาความสามารถในการควบคุมและ ผูกขาดอำนาจในการมอบ “การอนุญาตให้ออกเดินทาง” ให้แก่พลเมืองของตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานของการควบคุมการเดินทางในรูปแบบเอกสารอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

สรุปแล้ว ในความหมายดั้งเดิม คำว่าวีซ่าหมายถึงเพียง สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเอกสารถูกตรวจสอบแล้ว โดยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเป็นหัวใจของการตรวจลงตรา หรือการยอมรับและอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยผู้ปกครองท้องถิ่น แต่ในยุคต่อมาได้มีความหมายเปลี่ยนไปเป็น การอนุญาตให้ออกเดินทาง ซึ่งมอบให้แก่พลเมืองของรัฐชาติใดรัฐชาติหนึ่ง

ก่อนที่ระบบรัฐชาติจะแข็งแกร่งและก่อนที่คำว่าวีซ่าจะมีความหมายดังเช่นปัจจุบัน ความสามารถในการเดินทางมักไม่เกี่ยวข้องกับ “สัญชาติ” แต่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น เชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์ การเดินทางข้ามพรมแดนในอดีตจึงยังค่อนข้างเป็นไปอย่างเสรี

เอกสารที่ถูกใช้ในอดีตคือ “จดหมายนำทาง” (Letter of Safe Passage) ซึ่งเป็นหนังสืออนุญาตที่ออกโดยผู้มีอำนาจ เช่น กษัตริย์ ขุนนาง หรือผู้นำศาสนา เพื่อ รับรองความปลอดภัยและการคุ้มครอง แก่ผู้ถือเอกสารนั้น (เช่น พ่อค้า ทูต หรือผู้แสวงบุญ) ให้สามารถเดินทางผ่านดินแดนของตน(ผู้มีอำนาจฯ)โดยปราศจากการขัดขวาง จดหมายเหล่านี้มุ่งเน้นที่การ รับรองความปลอดภัย ไม่ใช่การ ควบคุมการเข้าเมือง โดยรัฐบาล

ตลอดช่วง ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 การควบคุมการเคลื่อนย้ายยังคงเน้นไปที่พลเมืองของตนเอง รัฐที่กำลังก่อตัวขึ้นส่วนใหญ่มองพลเมืองเป็น ทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการทหารที่มีค่า ทำให้รัฐส่วนใหญ่กังวลกับการ ป้องกันไม่ให้พลเมืองของตนเองอพยพออกไป (preventing exit) ซึ่งถือเป็นการสูญเสียกำลังสำคัญของชาติ

แต่เมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนมุมมองของรัฐชาติ นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การปฏิวัติการออกจากประเทศ” (Exit Revolution) ความกังวลในการป้องกันการออกลดลง และรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนมามุ่งเน้น การควบคุมการเข้าเมือง แทน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ นี่จึงเป็นเบื้องหลังที่สำคัญที่เตรียมโลกให้พร้อมสำหรับการเข้ามามีอำนาจของ ระบอบการตรวจลงตรา (Modern Visa Regime) อย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา


u0e20u0e32u0e1eu0e42u0e14u0e22 Rachel Claire u0e1au0e19 Pexels.com

ส่วนที่ 2 นี้จะเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ คือการเกิดของชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI) ซึ่งทำให้การเดินทางเปลี่ยนจากเสรีภาพไปสู่การถูกควบคุมด้วย สัญชาติ และ เอกสาร อย่างเป็นทางการ


แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มควบคุมการเข้าเมืองตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่1 แต่การดำเนินการด้านเอกสารยังคงไม่เป็นมาตรฐานและยังคงมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI) คือเชื้อเพลิงที่เร่งให้โลกเข้าสู่ระบอบการควบคุมการเดินทางอย่างถาวร โดยมีผลที่ตามมาดังนี้:

  • ชนวนจากความหวาดระแวง: ในช่วงสงคราม รัฐบาลยุโรปหลายประเทศได้ตั้ง มาตรการควบคุมชายแดน อย่างเข้มงวด และกำหนดให้ต้องมี เอกสารการเดินทาง เนื่องจากความหวาดระแวงต่อสายลับและภัยคุกคามด้านความมั่นคง
  • การขยายตัวของชาตินิยม: หลังสงครามสิ้นสุดลง หลายประเทศในยุโรป ไม่ยอมยกเลิก ข้อกำหนดด้านเอกสารและมาตรการควบคุมชายแดนเหล่านั้น ทำให้การจำกัดการเดินทางที่เคยเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวในช่วงสงคราม กลายเป็น มาตรการถาวร และเป็นนโยบายหลักในการควบคุมการเข้า-ออกของผู้คนในโลกหลังสงคราม
  • การอ้างอิงสัญชาติ: นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้อจำกัดในการเดินทางจึงถูกอ้างอิงอย่างเป็นทางการตาม สัญชาติ (Nationality) เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงชนชั้นหรือสถานะทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต

เมื่อข้อจำกัดด้านการเดินทางแพร่หลายไปทั่วยุโรป สันนิบาตชาติ (League of Nations) จึงเข้ามามีบทบาท โดยได้จัด การประชุมเรื่องหนังสือเดินทาง ขึ้นหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1920 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • เป้าหมาย: สันนิบาตชาติมีเป้าหมายเริ่มต้นคือการ ยกเลิกข้อกำหนดหนังสือเดินทาง เพื่อให้ผู้คนกลับมาเดินทางได้อย่างเสรี
  • ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม: แม้จะล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายการยกเลิกเอกสาร แต่การประชุมดังกล่าวกลับนำไปสู่การกำหนด มาตรฐานสากลครั้งแรก สำหรับรูปแบบและคุณสมบัติของเอกสารการเดินทาง
  • การกำเนิดมาตรฐาน: มาตรฐานที่เกิดขึ้นนี้ (ซึ่งหนังสือเดินทางของอังกฤษถูกใช้เป็น “มาตรฐานทองคำ ) ได้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับ ระบอบการควบคุมการเดินทาง (Travel Control Regime) และข้อจำกัดด้านการเข้าเมืองที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน 

การวางรากฐานของระบอบวีซ่าสมัยใหม่ทำให้เกิดความแตกต่างทางโครงสร้างในการเดินทางระหว่างประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • วีซ่าเป็นเครื่องมือในการจำแนก: หนังสือเดินทางไม่ได้เป็นเพียงเอกสารยืนยันตัวตน แต่กลายเป็นเครื่องมือในการ จัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย โดยกำหนดระดับการเข้าถึง สิทธิในการทำงาน และสิทธิในการอาศัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 
  • อำนาจของหนังสือเดินทางที่แตกต่างกันไป:
    • หนังสือเดินทางที่ทรงอำนาจ: เอกสารที่ออกโดยประเทศร่ำรวยหรือมีเสถียรภาพสูง (เช่น สหภาพยุโรป อเมริกาเหนือ) มักจะให้ เสรีภาพในการเดินทาง ที่ราบรื่นไปยังหลากหลายประเทศ
    • หนังสือเดินทางที่ถูกจำกัด: ในทางกลับกัน เอกสารที่ออกโดยประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งหรือความไม่มั่นคงทางการเมือง (เช่น อัฟกานิสถาน โซมาเลีย) มักจะ ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้พลเมืองของประเทศเหล่านั้นต้องเผชิญกับขั้นตอนวีซ่าที่เข้มงวดและแทบเป็นไปไม่ได้
  • การมองเห็นความเสี่ยง: ระบอบวีซ่าสมัยใหม่จึงทำหน้าที่คัดกรองบุคคล โดยจำแนกผู้ถือหนังสือเดินทางจากประเทศที่ถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านการย้ายถิ่นฐาน” (เช่น ผู้ขอลี้ภัย หรือผู้อยู่เกินกำหนด) หรือ “ความเสี่ยงด้านความมั่นคง” ออกจากผู้เดินทางที่พึงประสงค์
เกร็ดความรู้: Passport และ Visa ต่างกันยังไง?แม้ว่าวีซ่าส่วนใหญ่จะปรากฏในรูปแบบตราประทับหรือสติกเกอร์ที่ติดอยู่ภายในเล่มหนังสือเดินทาง แต่บทบาทของเอกสารทั้งสองมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หนังสือเดินทาง (Passport) คือเอกสารที่รัฐบาลของประเทศผู้ถือออกให้เพื่อ ยืนยันสัญชาติ และอนุญาตให้พลเมืองเดินทาง “ออกจาก” ประเทศ ขณะที่ วีซ่า (Visa) คือการอนุญาตที่ออกโดยรัฐบาลของประเทศปลายทางเพื่อเป็น “บัตรผ่านเข้าประเทศ” (Permission to Enter) โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่แน่นอน กล่าวคือ หนังสือเดินทางคือ ตัวตนสากล ของคุณ ส่วนวีซ่าคือ การยอมรับ จากประเทศอื่น

ส่วนที่ 3 นี้จะขยายประเด็น ความแตกต่างทางโครงสร้างในการเดินทางระหว่างประเทศ ในส่วนที่ 2 ไปสู่รายละเอียดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงกลไกที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายในการเดินทาง


แม้ว่าหนังสือเดินทางและวีซ่าจะยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมชายแดน แต่ในโลกปัจจุบัน รัฐต่าง ๆ ได้พัฒนากลไกการคัดกรองที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านการย้ายถิ่นฐานและความมั่นคงก่อนที่ผู้เดินทางจะถึงพรมแดน ดังนี้:

  • การตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa): เป็นระบบที่เปลี่ยนจากการประทับตราบนเล่มเอกสารไปสู่การอนุมัติทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการคัดกรอง
  • ระบบอนุญาตการเดินทางล่วงหน้า (Pre-Travel Authorization Systems): ระบบเหล่านี้ 
u0e20u0e32u0e1eu0e42u0e14u0e22 Vlada Karpovich u0e1au0e19 Pexels.com

(เช่น ESTA ของสหรัฐอเมริกา และ ETIAS ที่กำลังจะใช้ในสหภาพยุโรป) กำหนดให้ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่ได้รับยกเว้นวีซ่า (Visa-Waiver) ต้องยื่นขออนุญาตและแจ้งข้อมูลล่วงหน้าก่อนการเดินทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยงและคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ได้ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นเครื่องบิน

  • การคัดกรองความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ: นอกเหนือจากข้อมูลด้านความมั่นคงแล้ว กลไกคัดกรองสมัยใหม่ยังรวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านการย้ายถิ่นฐาน โดยกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องต้องแสดง หลักฐานทางการเงินที่เพียงพอ เพื่อยืนยันความสามารถในการพยุงชีพตลอดระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้ผู้เดินทางกลายเป็นภาระสาธารณะ หรือละเมิดเงื่อนไขวีซ่าเพื่อทำงานอย่างผิดกฎหมาย (หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่า)
เกร็ดความรู้: เกี่ยวกันมั้ย? ‘Visa’ การเดินทาง กับ ‘VISA’ การเงินคำว่า “วีซ่า” (Visa) ในบริบทของการเดินทางนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินโบราณที่หมายถึง “สิ่งที่ถูกตรวจสอบแล้ว” และหมายถึง การอนุญาตทางอำนาจรัฐ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายบุคคล ในขณะที่ VISA ที่เป็นแบรนด์การเงินคือชื่อของ บริษัทให้บริการบัตรชำระเงินข้ามชาติของอเมริกา ซึ่งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลก ทั้งสองคำมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม จุดร่วมที่ทำให้ทั้งสองคำนี้ประสบความสำเร็จคือการเป็นสัญลักษณ์ของ การเข้าถึง (Access) และ การยอมรับในระดับสากล (Global Acceptance) ในการเดินทางและการเงินระหว่างประเทศนั่นเอง
  • บทบาทของสายการบิน (Carrier Sanctions): ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ประเทศปลายทางได้นำมาตรการลงโทษผู้ประกอบการสายการบิน (Carrier Sanctions) มาใช้ เพื่อให้สายการบินมีหน้าที่ตรวจสอบวีซ่าของผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องบิน มาตรการนี้ทำให้การควบคุมวีซ่ากลายเป็น นโยบายที่อยู่ภายนอกอาณาเขต (extraterritorial policy instrument) ที่ป้องกันไม่ให้ผู้เดินทางที่ไม่มีเอกสารครบถ้วนเดินทางมาถึงจุดเข้าเมืองตั้งแต่แรก

เพื่อตอบโต้ความเข้มงวดของระบอบวีซ่าพหุภาคี (Multilateral Visa Regimes) ทั่วโลก หลายภูมิภาคได้รวมตัวกันเพื่อสร้างเขตการเดินทางเสรี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยถ่วงดุลและเพิ่มสิทธิในการเคลื่อนย้ายให้แก่พลเมืองของตน:

  • กลุ่มภูมิภาค (Regional Blocs): ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งอนุญาตให้พลเมืองในกลุ่มสามารถเดินทางและทำงานได้อย่างเสรีภายในอาณาเขตของรัฐสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอื่น ๆ เช่น ประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกาตะวันตก (ECOWAS), คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และ ประชาคมการพัฒนาแอฟริกาใต้ (SADC) ที่มอบสิทธิการเดินทางเสรีระหว่างรัฐสมาชิกเช่นกัน 

เกร็ดความรู้: ประเทศในประชาคมอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมี ประเทศไทย เป็นประเทศสมาชิก เดินทางเสรีหรือไม่?แม้ว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) จะไม่ใช่เขตการเคลื่อนย้ายเสรีที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่ากับ EU แต่พลเมืองของชาติสมาชิกก็ได้รับสิทธิในการ ยกเว้นวีซ่า (Visa Exemption) เพื่อการท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยียนในประเทศสมาชิกอื่น ๆ โดยมีระยะเวลาพำนักโดยปกติสูงสุด 14 ถึง 30 วัน  อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังคง จำกัดสิทธิ การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำงานหรือการพำนักถาวร ซึ่งยังต้องมีการยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ทำให้เป็นตัวอย่างของรูปแบบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีขีดจำกัดด้านการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่ยังคงอยู่
  • ความซับซ้อนหลายขั้ว (Multi-polarity): การเกิดขึ้นของกลุ่มเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเดินทางทั่วโลกไม่ได้แบ่งเป็นเพียงแค่ “ซีกโลกเหนือ vs. ซีกโลกใต้” อย่างเรียบง่าย แต่มี ขั้วอำนาจหลายขั้ว เกิดขึ้น ซึ่งกำหนดนโยบายวีซ่าตามความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Relations) และผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค
u0e20u0e32u0e1eu0e42u0e14u0e22 Kindel Media u0e1au0e19 Pexels.com

ในบริบทปัจจุบัน บทบาทของวีซ่าได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าการควบคุมการเดินทางชั่วคราว:

  • การควบคุมประชากรไร้สัญชาติและผู้ลี้ภัย: ระบอบวีซ่าได้นำไปสู่การพัฒนาเอกสารพิเศษ เช่น เอกสารเดินทางของผู้ลี้ภัย (Convention Travel Documents) และ เอกสารประจำตัวสำหรับคนไร้สัญชาติ (Identity Certificates for Stateless Persons) ซึ่งแม้จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่าเอกสารปกติ 
  • การกำหนดสิทธิในการกลับประเทศ: ในทางกลับกัน การที่ประเทศปลายทางยอมมอบวีซ่าให้แก่หนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลหนึ่ง ๆ (รัฐบาลประเทศต้นทาง) ก็เท่ากับเป็นการ เชื่อมั่นในการยอมรับหน้าที่พื้นฐาน ว่ารัฐบาลของประเทศต้นทางนั้นจะ รับพลเมืองของตนกลับคืน หากผู้เดินทางหมดสิทธิการพำนักหรือถูกเนรเทศ ซึ่งถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ 

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก เป็นคนไทย ต้องการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา นาย ก จะได้รับพาสปอร์ตที่ออกโดยรัฐบาลไทยซึ่งมีวีซ่าอนุญาตให้เข้าสหรัฐอเมริกา ดังนั้น รัฐบาลไทย จึงมีหน้าที่ รับประกันว่าจะรับ นาย ก ซึ่งเป็นพลเมืองของรัฐบาลไทย กลับคืน 


i Visa Center ได้พาคุณเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ ตั้งแต่ยุคที่การเดินทางถูกจำกัดเพียงแค่สภาพภูมิศาสตร์และอำนาจของผู้ปกครองท้องถิ่นที่มอบเพียง “จดหมายนำทาง (Letter of Safe Passage)” ให้แก่ผู้แสวงบุญ จนถึงยุคปัจจุบันที่การเคลื่อนไหวถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากความกังวลในการ “ป้องกันไม่ให้พลเมืองอพยพออก” สู่การมุ่งเน้น “ควบคุมการเข้าเมือง” ได้ปูทางให้แก่การเกิดขึ้นของระบอบการตรวจลงตราสมัยใหม่

วีซ่า ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่หมายถึง “สิ่งที่ถูกเห็นแล้ว” (charta vīsa) ได้เปลี่ยนสถานะจากเพียงสัญลักษณ์ของการตรวจสอบเอกสาร ไปเป็น เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tool) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการควบคุมการย้ายถิ่นฐาน การกำหนดมาตรฐานสากลหลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 และการประชุมของสันนิบาตชาติ ได้สร้าง “ระบอบการควบคุมการเดินทาง (Travel Control Regime)” ที่ถาวร และใช้ สัญชาติ เป็นบรรทัดฐานหลักในการจัดการสิทธิในการเคลื่อนย้าย

ใน ยุคร่วมสมัย ระบอบวีซ่ายิ่งซับซ้อนขึ้นด้วยกลไกการคัดกรองล่วงหน้า เช่น e-Visa และระบบ Pre-Travel Authorization ในขณะที่ความพยายามในการถ่วงดุลอำนาจได้นำไปสู่การก่อตั้ง กลุ่มเคลื่อนย้ายเสรีระดับภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป (EU) และความร่วมมือด้านการยกเว้นวีซ่าของอาเซียน ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อเพิ่มสิทธิในการเคลื่อนย้ายให้แก่พลเมืองของรัฐสมาชิก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางโครงสร้างยังคงอยู่ และได้ตอกย้ำสิทธิพิเศษของวีซ่าบางประเทศด้วย การจัดระเบียบสิทธิในการเคลื่อนย้าย (Global Mobility Divide) ระหว่างหนังสือเดินทางที่ทรงอำนาจกับหนังสือเดินทางที่ถูกจำกัด

สุดท้ายนี้ บทบาทของวีซ่าได้ขยายไปสู่มิติทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเป็นกลไกที่รับประกันถึง 

“สิทธิในการกลับคืนถิ่นฐาน” (Returnability) ของพลเมือง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศปลายทางกล้าที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าสู่ดินแดนของตน

ตราประทับเล็ก ๆบนหนังสือเดินทางเล่มหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ใบอนุญาต แต่เป็น สัญลักษณ์ของลำดับชั้นทางสิทธิที่รัฐชาติได้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงทุกมุมโลก และทำให้การเดินทางของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 เป็นไปอย่างมีระบบ


i Visa Center ยินดีให้คำปรึกษา… สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับความซับซ้อนของระบอบการตรวจลงตราสมัยใหม่และต้องการความเชี่ยวชาญในการเตรียมเอกสารเพื่อเดินทางข้ามพรมแดน 

Harari, Y. N. (2015). Sapiens. Harper.

https://www.migrationpolicy.org/article/passport-power-history

https://www.researchgate.net/publication/317030571_The_global_evolution_of_travel_visa_regimes_an_analysis_based_on_the_DEMIG_VISA_database

https://www.cambridge.org/core/journals/asian-journal-of-international-law/article/people-paper-and-power-the-birth-of-the-passport-in-international-law/9D47478763A0E03C1EAE1013DE649B84

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6175134/

https://en.wikipedia.org/wiki/Travel_visa#References

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=CELEX:32016R1953

https://www.cambridge.org/core/books/abs/migration-in-the-mediterranean/obligation-to-readmit-the-relationship-between-interstate-and-eu-readmission-agreements/AFD9B0F5CD9AF07898BFCC444FD70E96

https://www.ohchr.org/en/instruments-mechanisms/instruments/international-covenant-civil-and-political-rights

https://www.un.org/en/about-us/universal-declaration-of-human-rights