- สารบัญ
- ทำไม “จีน” ถึงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม
- รู้จักประเภทของวีซ่าจีน
- เอกสารที่ต้องเตรียม
- ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าจีน
- กี่วันถึงจะได้วีซ่าจีน
- ค่าธรรมเนียม
- เคล็ดลับเพิ่มโอกาสได้วีซ่าจีนผ่านฉลุย
- คำถามยอดนิยม (FAQ)
- บริการจาก i Visa Center Thailand
- สรุป
การเดินทางไปประเทศจีนเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งใจอยากทำมานาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการท่องเที่ยว การเรียน การทำงาน การติดต่อธุรกิจ หรือการเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนฝูง อารยธรรมอันเก่าแก่ สถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ และวัฒนธรรมที่หลากหลายของจีน ถือเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือนอยู่เสมอ ในปี 2025 นี้ กระบวนการขอวีซ่าจีน (China Visa) มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไปตามนโยบายปัจจุบัน ทั้งเรื่องขั้นตอนการยื่น เอกสารที่ต้องใช้ และระยะเวลาการพิจารณา ซึ่งเราจะช่วยสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด ตั้งแต่การเตรียมเอกสารไปจนถึงการรับวีซ่า เพื่อให้การเดินทางสู่แดนมังกรกลายเป็นเรื่องสะดวกและปลอดภัย

ทำไม “จีน” ถึงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม
- ความหลากหลายของภูมิประเทศ: จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่จากเหนือจรดใต้ ตั้งแต่ภูเขาหิมะสูงตระหง่าน (เช่น เขตทิเบต) ไปจนถึงแถบชายทะเลอันคึกคักทางภาคตะวันออก ชาวต่างชาติจึงสามารถพบเจอทิวทัศน์ที่หลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้าเขียวขจี ทะเลสาบ และเมืองโบราณ
- ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน: ด้วยอารยธรรมกว่า 5,000 ปี จีนเต็มไปด้วยมรดกโลก พระราชวัง วัดโบราณ กำแพงเมืองจีน (The Great Wall) และสถาปัตยกรรมหลากหลายยุคสมัย
- ความเจริญทางเศรษฐกิจ: จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง จึงเปิดโอกาสด้านการค้าการลงทุนมากมาย รวมถึงเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาค ทำให้นักธุรกิจและแรงงานฝีมือหลายคนมุ่งหน้าเข้าไปหาช่องทางการเติบโต
- อาหารการกินและไลฟ์สไตล์: อาหารจีนมีหลากหลายสไตล์ตามภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และอื่น ๆ แต่ละสไตล์ก็มีรสชาติและเทคนิคการปรุงแตกต่างกัน แถมยังมีวัฒนธรรมการดื่มชา ชิมติ่มซำ และอาหารสตรีทฟู้ดอีกมาก
- ระบบคมนาคมที่สะดวกขึ้น: ปัจจุบันจีนมีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) เชื่อมต่อเมืองใหญ่ ทำให้นักเดินทางสามารถเที่ยวได้หลายเมืองในทริปเดียว เพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลา
ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยู่เสมอ ดังนั้น “วีซ่าจีน” จึงเป็นด่านแรกที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนเก็บกระเป๋าออกเดินทาง
รู้จักประเภทของวีซ่าจีน
- วีซ่าท่องเที่ยว (L Visa)
- สำหรับผู้ที่ประสงค์เดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมชมสถานที่สำคัญ หรือมาเยี่ยมเพื่อนและครอบครัวระยะสั้น
- มักอนุญาตให้พำนักได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง (บางครั้งอาจได้ 60 วัน หากมีเหตุผลชัดเจน)
- วีซ่าธุรกิจ (M Visa)
- เหมาะสำหรับผู้ต้องการเดินทางไปติดต่อธุรกิจ การซื้อขาย เข้าร่วมงานแฟร์หรือประชุมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ
- ต้องมีจดหมายเชิญจากบริษัทหรือองค์กรในจีนที่ระบุเหตุผลและรายละเอียดการเดินทาง
- วีซ่านักเรียน (X Visa)
- แบ่งเป็น X1 สำหรับผู้ที่ศึกษาหรือฝึกอบรมเกิน 6 เดือน และ X2 สำหรับระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน
- ต้องมีเอกสารตอบรับจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในจีน รวมถึงหลักฐานการเงินสนับสนุน
- วีซ่าทำงาน (Z Visa)
- สำหรับผู้ที่ได้รับการจ้างงานจากบริษัทในจีนอย่างเป็นทางการ หรืออาจเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะไปสอนภาษา ทำงานในโครงการต่าง ๆ
- ต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) หรือเอกสารอนุมัติจากหน่วยงานรัฐในจีนก่อน
- วีซ่าเยี่ยมญาติหรือครอบครัว (Q Visa / S Visa)
- Q Visa สำหรับผู้ที่มีญาติเป็นชาวจีนหรือชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักถาวรในจีน
- S Visa สำหรับผู้ที่มีครอบครัวทำงานหรือเรียนในจีน แล้วต้องการมาเยี่ยมหรือพักอาศัยด้วย
- วีซ่าอื่น ๆ
- เช่น วีซ่าลูกเรือ (C Visa) วีซ่าติดตามการเดินทางทางอากาศหรือทางทะเล (G Visa) วีซ่าสำหรับนักข่าว (J Visa) ฯลฯ ซึ่งมีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจง

เอกสารที่ต้องเตรียม
แม้ว่าแต่ละประเภทวีซ่าอาจมีเงื่อนไขเอกสารเฉพาะ แต่เอกสารพื้นฐานที่ควรเตรียมมีดังนี้
- หนังสือเดินทาง (Passport)
- มีอายุคงเหลืออย่างน้อย 6 เดือนนับจากวันที่คาดว่าจะเดินทางเข้าจีน
- มีหน้าว่างสำหรับติดสติกเกอร์วีซ่า
- แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่า
- กรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์หรือตามแบบฟอร์มที่สถานทูต/ศูนย์รับคำร้องกำหนด
- พิมพ์ออกมาเซ็นชื่อให้เรียบร้อย
- รูปถ่าย
- ส่วนใหญ่ใช้ขนาด 2 นิ้ว หรือ 3.3 x 4.8 ซม. พื้นหลังสีขาว
- ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน หน้าตรง ไม่สวมหมวกหรือแว่นที่บดบังใบหน้า
- สำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้าน
- บางกรณีอาจต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ หากเป็นเอกสารทางราชการไทย
- หลักฐานการเงิน
- โดยเฉพาะวีซ่าท่องเที่ยว นักเรียน หรือการพำนักระยะยาว เช่น Bank Statement ย้อนหลัง 3-6 เดือน
- หนังสือรับรองการทำงาน (กรณีเป็นพนักงาน) หรือเอกสารจดทะเบียนบริษัท (กรณีเป็นเจ้าของกิจการ)
- หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก หรือจดหมายเชิญ
- หากเป็นวีซ่าท่องเที่ยว อาจต้องแสดงใบจองโรงแรมและแผนการเดินทางในจีน
- วีซ่าธุรกิจต้องมีจดหมายเชิญ (Invitation Letter) จากบริษัทในจีน พร้อมตราประทับหรือเซ็นชื่อของผู้มีอำนาจ
- วีซ่านักเรียนต้องมีจดหมายตอบรับ (Admission Letter) จากมหาวิทยาลัยในจีน
- ประกันสุขภาพ/ประกันการเดินทาง (ถ้ามี)
- สำหรับการพำนักระยะสั้นอาจไม่บังคับ แต่แนะนำให้ทำเผื่อไว้ เพราะค่ารักษาพยาบาลในต่างแดนค่อนข้างสูง
- เอกสารเสริมตามประเภทวีซ่า
- เช่น วีซ่าทำงาน (Z Visa) ต้องใช้ใบอนุญาตทำงานหรือใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงานจีน
- วีซ่านักเรียน (X Visa) ต้องใช้ JW201/JW202 Form (เอกสารจากสถาบันการศึกษาจีน) เป็นต้น
ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าจีน
- ตรวจสอบประเภทวีซ่า
- เลือกให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
- ศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของสถานทูต/สถานกงสุลจีนหรือศูนย์บริการยื่นคำร้อง (ถ้ามี)
- กรอกแบบฟอร์มออนไลน์
- ในหลายประเทศ (รวมถึงไทย) สามารถกรอกออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ที่ทางการจีนกำหนด
- พิมพ์แบบฟอร์มออกมาเซ็นชื่อ และอย่าลืมแนบรูปถ่ายตามขนาดที่กำหนด
- เตรียมเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วน
- จัดเรียงเป็นหมวดหมู่ เช่น หนังสือเดินทาง แบบฟอร์ม รูปถ่าย หลักฐานการเงิน ตั๋วเครื่องบิน/ที่พัก จดหมายเชิญ เป็นต้น
- ถ่ายสำเนาเผื่อไว้ หรือสแกนเก็บในรูปแบบดิจิทัลเพื่อความปลอดภัย
- ยื่นคำร้องและเก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (ถ้าจำเป็น)
- ปัจจุบัน ผู้ขอวีซ่าจีนอาจต้องไปสแกนลายนิ้วมือหรือถ่ายรูปที่ศูนย์ยื่นคำร้อง (Visa Application Service Center) ที่รัฐบาลจีนแต่งตั้ง
- ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าและค่าบริการศูนย์ (ถ้ามี) ตามอัตราที่กำหนด
- รอการพิจารณา
- ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าและช่วงเวลาที่มีผู้ยื่นมากหรือน้อย โดยทั่วไปประมาณ 4-7 วันทำการสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจปกติ (Regular Service)
- หากเป็นวีซ่าระยะยาวหรือต้องมีการตรวจสอบพิเศษ อาจใช้เวลานานกว่านั้น 1-2 สัปดาห์
- รับเล่มพาสปอร์ตพร้อมวีซ่า
- เมื่อวีซ่าอนุมัติแล้ว สามารถไปรับได้ด้วยตนเอง หรือใช้บริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (ถ้าศูนย์ยื่นมีบริการดังกล่าว)
กี่วันถึงจะได้วีซ่าจีน
- Regular Service: ประมาณ 4-7 วันทำการ (ไม่นับเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ)
- Express Service: ประมาณ 2-3 วันทำการ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานกงสุลและอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
- Rush Service: บางกรณีเร่งด่วนจริง ๆ อาจพิจารณาให้ใน 1 วัน (ไม่ใช่ทุกประเทศและทุกศูนย์ยื่นจะมีบริการนี้) ซึ่งค่าธรรมเนียมจะสูงกว่าปกติ
หากต้องเดินทางด่วน ควรเช็กว่าศูนย์ยื่นคำร้องในประเทศของคุณมีบริการนี้หรือไม่ และคุณมีเอกสารพร้อมครบทุกอย่างแล้วหรือยัง เพราะเจ้าหน้าที่มักไม่รับพิจารณากรณีเร่งด่วนหากเอกสารไม่สมบูรณ์

ค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียมวีซ่าจีนจะแตกต่างกันตามสัญชาติ จำนวนครั้งในการเข้า-ออก (Single, Double, Multiple Entries) และรูปแบบการยื่น (Regular, Express, Rush) โดยเฉพาะคนไทยมักจะมีอัตราที่อาจถูกหรือแพงกว่าชาติอื่น ควรตรวจสอบอัปเดตจากเว็บไซต์สถานทูตจีนหรือศูนย์ยื่นคำร้องเป็นหลัก
ตัวอย่าง (โดยประมาณ):
- Single Entry: 1,500 – 2,000 บาท
- Double Entry: 2,500 – 3,000 บาท
- Multiple Entries 6 เดือน: 3,000 – 4,000 บาท
- Multiple Entries 12 เดือน: 4,000 – 5,000 บาท
(ราคาข้างต้นเป็นเพียงตัวเลขคร่าว ๆ และอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ)
เคล็ดลับเพิ่มโอกาสได้วีซ่าจีนผ่านฉลุย
- เตรียมเอกสารให้ครบและละเอียด
- ตรวจสอบลิสต์เอกสารจากเว็บไซต์ทางการหรือศูนย์ยื่น อย่าปล่อยให้ขาดแม้แต่อย่างเดียว หากไม่แน่ใจว่าต้องใช้หลักฐานอะไรเพิ่ม ก็ควรสอบถามล่วงหน้า
- กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มให้ถูกต้อง
- ชื่อ นามสกุล วันเกิด เลขพาสปอร์ต ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และรายละเอียดการเดินทาง ต้องตรงกันหมด
- การให้ข้อมูลผิดหรือไม่ครบอาจทำให้โดนปฏิเสธได้
- แสดงความผูกพันในไทย
- สำหรับวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจระยะสั้น ควรพิสูจน์ว่าเรามีเหตุผลต้องกลับ เช่น การงาน ครอบครัว ทรัพย์สิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าเราจะไม่อยู่อย่างผิดกฎหมาย
- จองตั๋วเครื่องบินและที่พักชัดเจน
- หากไม่มีจดหมายเชิญ ควรแสดงหลักฐานการจองที่พักตลอดทริป เป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีแผนเดินทางจริง
- ตั๋วเครื่องบินควรเป็นแบบไป-กลับตามวันในเอกสาร
- มีงบประมาณเพียงพอ
- แสดงรายละเอียดบัญชีธนาคารให้เห็นยอดคงเหลือหรือรายได้สม่ำเสมอ ในกรณีที่จะไปเที่ยวหรือเรียนระยะยาว
- เผื่อเวลายื่นวีซ่าล่วงหน้า
- ควรยื่นอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนวันเดินทาง กรณีใช้ Regular Service จะได้ไม่เครียดถ้ามีเอกสารขาดหรือมีปัญหาฉุกเฉิน

คำถามยอดนิยม (FAQ)
1. จำเป็นต้องตรวจสุขภาพไหม
- ส่วนใหญ่สำหรับนักท่องเที่ยวระยะสั้น (L Visa) และวีซ่าธุรกิจ (M Visa) ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ยกเว้นกรณีอยู่ระยะยาวเช่น เรียน ทำงาน หรือพำนักเกิน 6 เดือน อาจต้องตรวจสุขภาพตามมาตรฐานทางการแพทย์จีน
2. ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ถึงจะผ่านวีซ่าจีน
- ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ควรเพียงพอครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัวตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในจีน ถ้าพัก 7-10 วัน อาจแสดงหลักฐานประมาณ 50,000-100,000 บาท หรือมากกว่านั้น
3. คนไทยไปจีนได้ฟรีวีซ่าไหม
- ปัจจุบัน (ปี 2025) ยังไม่มีการยกเว้นวีซ่าแบบทั่วไประหว่างไทย-จีน (ยกเว้นบางพื้นที่ในจีนที่อาจมีนโยบาย Free Visa Transit 72/144 ชั่วโมง สำหรับบางเมือง เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว หากคุณจะไปเปลี่ยนเครื่องไปประเทศอื่น)
4. ขอยื่นวีซ่าจีนแบบด่วน (Express Service) ได้อย่างไร
- ต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่หรือศูนย์ยื่นคำร้องว่าเราต้องการบริการด่วน (Express) หรือด่วนพิเศษ (Rush) ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม และไม่ใช่ว่าจะได้รับอนุมัติทุกครั้ง ต้องมีเหตุจำเป็นจริง ๆ
5. หากวีซ่าถูกปฏิเสธ สามารถยื่นใหม่ได้ไหม
- สามารถทำได้ แต่ควรแก้ไขสาเหตุที่อาจทำให้โดนปฏิเสธ เช่น เอกสารไม่ครบ ไม่ชัดเจน ยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอ หรือประวัติการเดินทางมีปัญหา ควรปรับปรุงให้เรียบร้อยก่อนยื่นซ้ำ
บริการจาก i Visa Center Thailand
หากคุณกำลังต้องการ “ความสะดวก” และอยากเพิ่มโอกาสในการได้วีซ่าจีนเร็วขึ้น i Visa Center Thailand มีทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านวีซ่าหลายประเทศ รวมถึง “วีซ่าจีน” คอยให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน ตั้งแต่ประเมินโอกาสในการอนุมัติ ตรวจสอบเอกสาร เตรียมแบบฟอร์ม ตลอดจนประสานงานกับศูนย์ยื่นคำร้อง ให้การขอวีซ่าจีนของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ปวดหัว
- ราคาเริ่มต้นเพียง 3,500 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าและความซับซ้อนของเคส)
- มีบริการแปลเอกสารมาตรฐานพร้อมรับรอง
- ให้คำแนะนำเฉพาะตามสถานการณ์ของผู้ยื่น (เช่น เดินทางครั้งแรก เที่ยวเมืองไหน เอกสารอะไรเสริมได้บ้าง)

สรุป
การขอวีซ่าจีนในปี 2025 ไม่ได้ซับซ้อนเกินไป หากเราเตรียมตัวตามขั้นตอนและเอกสารให้ครบถ้วน สิ่งสำคัญคือการเลือกประเภทวีซ่าที่ถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์ รวมถึงมีแผนการเดินทางที่ชัดเจนและงบประมาณเพียงพอเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เจ้าหน้าที่ เมื่อผ่านด่าน “วีซ่า” ได้แล้ว ก็ถึงเวลาเปิดประสบการณ์สู่แดนมังกรอันกว้างใหญ่—ไม่ว่าจะไปเดินชมกำแพงเมืองจีนในปักกิ่ง ชิมติ่มซำที่กวางโจว เดินทอดน่องในย่านเมืองเก่าเซี่ยงไฮ้ หรือสำรวจเมืองโบราณลี่เจียงที่ยูนนาน
ขอให้การเดินทางครั้งนี้เปี่ยมไปด้วยความราบรื่น หากติดขัดหรือต้องการความช่วยเหลือ “i Visa Center Thailand” พร้อมอยู่เคียงข้าง และตอบโจทย์ทุกความต้องการสำหรับการยื่นวีซ่าและการแปลเอกสารระดับมืออาชีพ
i Visa Center Thailand พร้อมช่วยให้การยื่นวีซ่าและการแปลเอกสารของคุณเป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมงาน เรามั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างครบครัน
หากคุณกำลังมองหาบริการที่ครอบคลุมทั้งการยื่นวีซ่าและการแปลเอกสารที่มีคุณภาพสูงในประเทศไทย i Visa Center Thailand คือคำตอบสำหรับคุณ 🧑🏻💻
📮 ช่องทางติดต่อใช้บริการ
📍 ที่อยู่สำหรับติดต่อ : 61 ซอยลาดพร้าว 95 (ปรางค์ทิพย์) แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
📍 สาขาขอนแก่น (โครงการ The Wall) : ชั้น 2 โครงการ The Wall ถนนรื่นรมย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
📍 สาขาอุดรธานี : 31/43 ถนนศรีชมชื่น ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000
📞 Call Center: 080 557 8887
- Facebook: I Visa Center Thailand
📍 แผนกวีซ่า
📱 Line Official ID: @iVisa (มี @ ข้างหน้า)
📧 Email: contact@ivc.ltd
🌐 Website: http://www.ivisacenter.ltd
📍 แผนกแปลและรับรองเอกสาร
📱 Line Official ID: @NYC168 (มี @ ข้างหน้า)
📧 Email: contact@ilc.ltd
🌐 Website: http://www.nycvisa-translation.com
🏣 เปิดทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09:00-18:00 หยุดทุกวันเสาร์ – อาทิตย์







